ค่าทำแอปมือถือขึ้นอยู่กับว่าแอปต้องทำงานเบื้องหลังมากแค่ไหนเป็นหลัก ที่ Vectorkub แอปแบบง่ายเริ่มต้นที่ 34,999 บาท แอปธุรกิจทั่วไปที่มีระบบล็อกอิน ชำระเงิน และแดชบอร์ดแอดมินอยู่ที่ 80,000–120,000 บาท ใช้เวลา 2–3 เดือน ส่วนแอปซับซ้อนที่มีฟีเจอร์เรียลไทม์อยู่ที่ 150,000–300,000 บาท ใช้เวลา 4–6 เดือน นอกจากค่าพัฒนาแล้ว อย่าลืมเผื่อค่าสโตร์ ค่าเซิร์ฟเวอร์ และค่าดูแลรายปีด้วย
ทำแอปราคาเท่าไหร่ และใช้เวลานานแค่ไหน
ราคาในตลาดต่างกันมาก ตารางนี้จึงเหมาะใช้ดูว่าแอปแต่ละระดับต้องมีอะไรบ้าง มากกว่าจะใช้เป็นราคาตายตัว
| ประเภทแอป | สิ่งที่มักมี | ราคา (บาท) | ระยะเวลาโดยทั่วไป |
|---|---|---|---|
| แอปแบบง่าย หรือ MVP | ไม่กี่หน้าจอ แสดงข้อมูล ฟอร์ม หลังบ้านพื้นฐาน | เริ่มต้น 34,999 | ประมาณ 1–2 เดือน |
| แอปสำหรับธุรกิจ | ระบบสมาชิก เชื่อมระบบชำระเงิน แดชบอร์ดแอดมิน เชื่อม API ภายนอก แจ้งเตือน | 80,000–120,000 | 2–3 เดือน |
| แอปซับซ้อน / ระดับองค์กร | ผู้ใช้จำนวนมาก ฟีเจอร์เรียลไทม์ เชื่อมระบบเฉพาะ หลังบ้านที่ขยายได้ | 150,000–300,000 ขึ้นไป | 4–6 เดือน |
ตัวเลขนี้เป็นระดับราคาของ Vectorkub บริษัทหรือฟรีแลนซ์รับทำแอปเจ้าอื่นในไทยอาจเสนอต่ำกว่าหรือสูงกว่ามาก ขึ้นอยู่กับขอบเขตงาน ทีม และมาตรฐานงาน
จ่ายเงินไปกับอะไรบ้าง
แอปหนึ่งตัวไม่ได้มีแค่ส่วนที่เห็นบนมือถือ โปรเจกต์ทั่วไปประกอบด้วย
- ออกแบบ UX/UI: ลำดับการใช้งาน Wireframe และดีไซน์หน้าจอทั้ง iOS และ Android
- ตัวแอป: หน้าจอ การนำทาง การทำงานตอนออฟไลน์ และฟีเจอร์ของเครื่อง เช่น กล้องหรือ GPS
- หลังบ้านและ API: เซิร์ฟเวอร์ ฐานข้อมูล และตรรกะทางธุรกิจที่แอปเรียกใช้
- ระบบแอดมิน: แดชบอร์ดบนเว็บให้ทีมจัดการผู้ใช้ เนื้อหา และคำสั่งซื้อ
- การเชื่อมต่อระบบ: Payment Gateway แผนที่ SMS OTP, LINE Login, ERP หรือ CRM
- การทดสอบ: บน iPhone และ Android จริง หลายขนาดจอและหลายเวอร์ชัน OS
- ขึ้นสโตร์: หน้ารายละเอียดแอป ภาพหน้าจอ ข้อมูลความเป็นส่วนตัว และส่งรีวิว
ถ้าใบเสนอราคาถูกผิดปกติ ลองเช็กว่าขาดรายการไหน ส่วนที่มักหายไปบ่อยที่สุดคือหลังบ้านและระบบแอดมิน
Native หรือ Cross-platform (Flutter / React Native) ดี
Native
แอป Native พัฒนาแยกกันในแต่ละแพลตฟอร์ม ใช้ Swift สำหรับ iOS และ Kotlin สำหรับ Android ได้ประสิทธิภาพสูงสุดและใช้ฟีเจอร์ใหม่ของระบบได้ทันที แต่ต้องดูแลโค้ดสองชุด ซึ่งมักหมายถึงเวลาและค่าใช้จ่ายที่มากกว่า
Cross-platform
Flutter (ของ Google ใช้ภาษา Dart) และ React Native (ของ Meta ใช้ JavaScript หรือ TypeScript) ใช้โค้ดชุดเดียวรันได้ทั้ง iOS และ Android สำหรับแอปธุรกิจส่วนใหญ่ เช่น แอปจองคิว ร้านค้าออนไลน์ สะสมแต้ม งานภาคสนาม หรือระบบภายใน ประสิทธิภาพเหลือเฟือ และต้นทุนรวมต่ำกว่า
| ปัจจัย | Native (Swift / Kotlin) | Cross-platform (Flutter / React Native) |
|---|---|---|
| จำนวนโค้ด | สองชุด | ชุดเดียว (มีโค้ดเฉพาะแพลตฟอร์มบ้าง) |
| ค่าพัฒนา | สูงกว่า | ต่ำกว่าสำหรับแอปส่วนใหญ่ |
| ประสิทธิภาพ | ดีที่สุด | ดีมากสำหรับแอปธุรกิจทั่วไป |
| ฟีเจอร์ใหม่ของ OS | ใช้ได้ทันที | บางครั้งต้องรอปลั๊กอินหรือเขียนโค้ด Native เพิ่ม |
| เหมาะกับ | แอปกราฟิกหนัก ใช้ฮาร์ดแวร์เชิงลึก | แอปของ SME และธุรกิจส่วนใหญ่ |
หลักง่าย ๆ คือเลือก Cross-platform ไว้ก่อน เว้นแต่มีเหตุผลชัดเจน เช่น ใช้กราฟิก 3D หนัก ประมวลผลกล้องขั้นสูง หรือควบคุมอุปกรณ์ Bluetooth
ขั้นตอนและระยะเวลา ตั้งแต่ไอเดียจนขึ้นสโตร์
- เก็บความต้องการและกำหนดขอบเขต (1–2 สัปดาห์): ใครคือผู้ใช้ ฟีเจอร์หลักคืออะไร และอะไรยังไม่ทำในเวอร์ชันแรก
- ออกแบบ UX/UI (2–4 สัปดาห์): ลำดับการใช้งาน Wireframe แล้วจึงเป็นดีไซน์จริงให้อนุมัติ
- พัฒนา (หลายสปรินต์): ทำแอป หลังบ้าน และระบบแอดมินไปพร้อมกัน มีเดโมให้ดูทุก 1–2 สัปดาห์
- ทดสอบและเบต้า (1–3 สัปดาห์): ทดสอบบนเครื่องจริงผ่าน TestFlight ฝั่ง iOS และ Internal Testing ของ Google Play
- ส่งรีวิวและเปิดตัว: ทั้ง Apple และ Google ตรวจแอปก่อนเผยแพร่ ส่วนใหญ่ใช้เวลาไม่กี่วัน แต่การส่งครั้งแรกอาจโดนปฏิเสธเพราะข้อมูลความเป็นส่วนตัวไม่ครบหรือฟีเจอร์ยังไม่สมบูรณ์ ควรเผื่อเวลาไว้
เช็กลิสต์ต้นทุนแฝงที่มักลืม
รายการเหล่านี้มักโผล่มาหลังเซ็นใบเสนอราคาค่าทำแอปไปแล้ว
- บัญชีนักพัฒนา: Apple Developer Program ปีละ 99 ดอลลาร์สหรัฐ ส่วน Google Play Console จ่ายครั้งเดียว 25 ดอลลาร์สหรัฐ
- ค่าธรรมเนียมสโตร์: Apple และ Google มักหักประมาณ 15–30% จากสินค้าดิจิทัลและ Subscription ที่ขายในแอป ส่วนสินค้าจับต้องได้และบริการในโลกจริงมักใช้ Payment Gateway ปกติแทน (อ่านเพิ่มใน คู่มือเชื่อมต่อ Payment Gateway)
- ค่าเซิร์ฟเวอร์และฐานข้อมูล: จ่ายรายเดือน และเพิ่มตามจำนวนผู้ใช้
- บริการภายนอก: SMS OTP มักคิดต่อข้อความ แผนที่และ API บางตัวคิดตามการใช้งาน
- อัปเดตตาม OS ทุกปี: iOS และ Android ออกเวอร์ชันใหม่ทุกปี และ Google Play กำหนดให้แอปต้องรองรับ API Level ที่ใหม่พอจึงจะอัปเดตแอปได้
- ค่าดูแลแอป: แก้บั๊ก อัปเดตความปลอดภัย ปรับปรุงเล็กน้อย หลักคิดที่ใช้กันทั่วไปคือเผื่อประมาณ 15–20% ของค่าพัฒนาต่อปี
- ความเป็นส่วนตัว: นโยบายความเป็นส่วนตัว การจัดการข้อมูลตาม PDPA และต้องมีปุ่มลบบัญชีในแอปถ้าผู้ใช้สมัครสมาชิกได้ ซึ่งทั้งสองสโตร์กำหนดไว้
วิธีคุมงบทำแอปไม่ให้บานปลาย
- เริ่มจาก MVP เปิดตัวเวอร์ชันเล็กที่สุดที่แก้ปัญหาหลักได้ แล้วค่อยเพิ่มฟีเจอร์ตามการใช้งานจริง
- เลือก Cross-platform ถ้าไม่มีเหตุผลที่ต้องทำ Native
- ใช้ของที่มีอยู่ ถ้ามีหลังบ้านของเว็บหรือ ERP ที่มี API อยู่แล้ว แอปต่อยอดได้เลย
- ถามตัวเองก่อนว่าจำเป็นต้องมีแอปไหม เว็บแอปแบบ Responsive หรือ LINE Mini App ที่ทำด้วย LIFF อาจถูกกว่าและลูกค้าไม่ต้องดาวน์โหลด แอปคุ้มที่สุดเมื่อผู้ใช้กลับมาใช้บ่อย หรือต้องใช้ Push Notification การทำงานออฟไลน์ หรือฟีเจอร์ของเครื่อง
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ทำแอปง่าย ๆ ราคาเท่าไหร่
ที่ Vectorkub แอปแบบง่ายเริ่มต้นที่ 34,999 บาท ส่วนแอปที่มีระบบสมาชิก ชำระเงิน และแดชบอร์ดแอดมิน โดยทั่วไปอยู่ที่ 80,000–120,000 บาท
ควรเลือก Flutter หรือ React Native
ทั้งคู่พร้อมใช้งานจริงและเหมาะกับแอปธุรกิจ Flutter ให้หน้าตาแอปที่สม่ำเสมอทุกเครื่อง ส่วน React Native เหมาะถ้าทีมใช้ JavaScript หรือ React ฝั่งเว็บอยู่แล้ว ประสบการณ์ของทีมพัฒนาสำคัญกว่าตัวเฟรมเวิร์ก
ทำแอปใช้เวลานานแค่ไหน
แอปแบบง่ายประมาณ 1–2 เดือน แอปธุรกิจทั่วไป 2–3 เดือน และแอปซับซ้อน 4–6 เดือนขึ้นไป นับรวมการออกแบบ ทดสอบ และรีวิวของสโตร์แล้ว
ค่าดูแลแอปต่อปีเท่าไหร่
หลักคิดทั่วไปคือประมาณ 15–20% ของค่าพัฒนาต่อปี บวกค่าเซิร์ฟเวอร์และค่าบริการภายนอก แอปที่ไม่ได้อัปเดตเลยจะเริ่มมีปัญหาเมื่อ OS เวอร์ชันใหม่ออกมา
วางแผนทำแอปด้วยงบที่ชัดเจน
เล่าให้เราฟังว่าแอปของคุณต้องทำอะไรได้บ้าง แล้วเราจะช่วยกำหนดเวอร์ชันแรกที่เป็นไปได้จริง พร้อมระยะเวลาและงบประมาณ รวมถึงค่าใช้จ่ายหลังเปิดตัว ดูรายละเอียด บริการรับทำแอปมือถือ หรือ ติดต่อเรา เพื่อปรึกษาฟรี